ซิลิโคนหน้าอกรั่ว อาการที่อาจพบ ได้แก่ รูปทรง หรือขนาดหน้าอกเปลี่ยนไป คลำพบก้อน หน้าอกแข็งขึ้น ปวด บวม ชา หรือรู้สึกแสบร้อน อย่างไรก็ตาม ซิลิโคนเจลที่รั่ว อาจไม่มีอาการผิดปกติ และหน้าอกยังดูเหมือนเดิมได้ จึงไม่สามารถยืนยันจากการมอง หรือคลำเพียงอย่างเดียว หากสงสัย ควรพบแพทย์ เพื่อประเมิน และพิจารณาตรวจอัลตราซาวด์ หรือ MRI โดยเฉพาะ เมื่อมีอาการบวมรวดเร็ว ปวดมาก แดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว
การทำความเข้าใจว่า อาการแบบใด ควรใส่ใจ และต้องตรวจอย่างไร จะช่วยให้คุณรับมือได้ อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องคาดเดาจากความรู้สึก หรือรอจนหน้าอก เปลี่ยนรูป อย่างชัดเจน
ซิลิโคนหน้าอกรั่ว อาการที่อาจสังเกตได้ มีอะไรบ้าง
ซิลิโคนหน้าอกรั่ว ในบริบทนี้ หมายถึงถุงซิลิโคนเสริมหน้าอก มีรอยฉีกขาด หรือรูที่เปลือกหุ้ม ทำให้เจลภายใน ออกมานอกถุงได้ อาการที่เกิดขึ้น แตกต่างกัน ในแต่ละคน และไม่จำเป็น ต้องมีครบ ทุกอาการ
สิ่งที่ควรสังเกต คือความเปลี่ยนแปลง จากสภาพหน้าอกเดิมของคุณ ทั้งรูปทรง ความนุ่มแข็ง และความรู้สึก โดยเฉพาะความผิดปกติ ที่เพิ่งเกิดขึ้น หลังจากหน้าอกเข้าที่ และไม่มีอาการมานานแล้ว
รูปทรง หรือขนาดหน้าอก เปลี่ยนไปจากเดิม
หน้าอกอาจดูผิดรูป ความเต็มเปลี่ยนไป หรือสองข้าง มีขนาดต่างกันมากขึ้น แต่ถุงซิลิโคนเจลที่รั่ว ไม่จำเป็นต้องทำให้หน้าอก แฟบลง ทันที เพราะเจล อาจยังอยู่ภายในเนื้อเยื่อพังผืด ที่หุ้มรอบถุงซิลิโคน
ลักษณะ ที่ควรให้แพทย์ประเมิน เช่น
- หน้าอกข้างหนึ่ง มีรูปทรงเปลี่ยนไปจากเดิม โดยไม่ทราบสาเหตุ
- ขนาดสองข้าง แตกต่างกันมากขึ้น หรือมีความนูนผิดปกติ เฉพาะบริเวณ
- หน้าอกบวมขึ้น หรือดูสูญเสียความเต็ม หลังจากเคยมีทรง คงที่
อย่างไรก็ตาม น้ำหนักตัว ความหย่อนคล้อย ซิลิโคนเคลื่อน และพังผืดรัดซิลิโคน ก็อาจทำให้ทรงหน้าอกเปลี่ยนได้ จึงต้องตรวจแยกสาเหตุ ก่อนสรุปว่า เกิดจากการรั่ว
คลำพบก้อน หน้าอกแข็งขึ้น หรือมีอาการปวด
บางราย อาจคลำพบก้อนบริเวณเต้านม หรือรักแร้ รู้สึกว่าหน้าอกแข็งตึงกว่าเดิม หรือมีอาการปวด และกดเจ็บ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของเนื้อเยื่อต่อเจลที่รั่ว หรือพังผืดรอบถุงซิลิโคน
ก้อนที่คลำพบ ไม่ได้เป็นก้อนซิลิโคน เสมอไป และหน้าอกแข็ง ก็ไม่ได้หมายความว่า ถุงซิลิโคนฉีกขาดทุกกรณี หากพบก้อนใหม่ ควรให้แพทย์ตรวจ แม้ก้อนนั้น จะไม่เจ็บ ก็ตาม
บวม ชา แสบร้อน หรือความรู้สึก บริเวณหน้าอก เปลี่ยนไป
อาการบวม ชา เสียวแปลบ แสบร้อน หรือไวต่อการสัมผัสมากขึ้น เป็นความผิดปกติ ที่อาจพบได้ แต่ลักษณะเหล่านี้ ยังอาจสัมพันธ์กับเส้นประสาท การฟื้นตัวหลังผ่าตัด หรือปัญหาอื่นของเต้านม
ช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ จึงเป็นข้อมูลสำคัญ หากเพิ่งผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์ ที่ดูแล เพื่อประเมินว่า อยู่ในช่วงการฟื้นตัว หรือมีภาวะแทรกซ้อน ส่วนอาการที่เกิดขึ้นใหม่ หลังเสริมหน้าอกมาหลายปี ก็ควรได้รับการตรวจ ไม่ควรคิดว่า เป็นอาการปกติจากการผ่าตัดเดิม โดยอัตโนมัติ
ซิลิโคนรั่ว แต่ไม่เจ็บ และทรงยังปกติ เป็นไปได้ไหม
เป็นไปได้ เพราะการฉีกขาด ของถุงซิลิโคนเจล จำนวนมาก ไม่มีอาการให้สังเกตชัดเจน เรียกว่า Silent Rupture หรือการรั่วแบบไม่มีอาการ คุณอาจยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ หน้าอกนิ่ม และรูปทรงไม่เปลี่ยน แม้เปลือกถุงจะเสียหายแล้ว
หลังเสริมหน้าอก ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดบางๆ ล้อมรอบถุงซิลิโคนตามธรรมชาติ เมื่อถุงฉีกขาด เจลอาจยังถูกกัก อยู่ภายในพังผืดนี้ หรืออาจออกไปนอกพังผืด และกระจายสู่เนื้อเยื่อใกล้เคียงได้
ตำแหน่งของเจลที่รั่ว ไม่สามารถระบุได้จากอาการ เพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับการไม่มีอาการ ที่ไม่สามารถ ใช้ยืนยันว่า เจลยังอยู่เฉพาะภายในพังผืดได้
ความเข้าใจ ที่ควรปรับให้ถูกต้อง ได้แก่
- ไม่เจ็บ ไม่ได้แปลว่า ซิลิโคนไม่รั่ว
- หน้าอกยังนิ่ม และทรงสวย ไม่ได้ยืนยันว่า ถุงซิลิโคน ยังสมบูรณ์
- แพทย์คลำ ไม่พบความผิดปกติ ก็อาจยังต้องพิจารณา การตรวจภาพ เพิ่มเติม
การสังเกตตัวเอง จึงช่วยให้พบความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทน การตรวจติดตาม สภาพถุงซิลิโคน ตามคำแนะนำของแพทย์ได้
อาการแบบไหน ควรรีบพบแพทย์ และควรทำอย่างไร เมื่อสงสัย
หากหน้าอก มีความผิดปกติใหม่ ควรติดต่อศัลยแพทย์ที่ดูแล หรือแพทย์ ที่ประเมินปัญหาเต้านม เพื่อวางแผนตรวจ โดยไม่จำเป็นต้องรอ ให้มีหลายอาการ พร้อมกัน
อาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการประเมินโดยเร็ว โดยเฉพาะ หากเป็นมากขึ้น ควรตรวจภายใน วันเดียวกัน
- หน้าอกบวมขึ้น อย่างรวดเร็ว หรือข้างหนึ่ง ขยายใหญ่ ผิดปกติ
- ปวดมาก ปวดเพิ่มขึ้น หรือรู้สึกตึง จนผิดไปจากเดิม อย่างชัดเจน
- ผิวหนัง บริเวณหน้าอกแดง ร้อน หรือเปลี่ยนสี
- มีไข้ หนาวสั่น หรือมีของเหลวผิดปกติ ออกจากแผล ร่วมกับอาการบริเวณหน้าอก
อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากการติดเชื้อ เลือดคั่ง ของเหลวรอบถุงซิลิโคน หรือภาวะอื่น จึงไม่ควรมุ่งตรวจ เฉพาะการรั่วอย่างเดียว หากมีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอกรุนแรง หรือเป็นลมร่วมด้วย ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน ทันที
ส่วนก้อนใหม่ ความแข็งที่เพิ่มขึ้น หรือทรงหน้าอก ที่เปลี่ยน แม้ไม่มีไข้ และไม่ปวดมาก ก็ควรนัดตรวจโดยเร็ว ไม่ควรรอ จนถึงวันตรวจสุขภาพ ประจำปี
เตรียมข้อมูล ก่อนพบแพทย์ และดูแลตัวเอง ระหว่างรอตรวจ
เพื่อช่วยให้แพทย์ ประเมินได้ตรงจุด สามารถเตรียมตัว ตามขั้นตอนต่อไปนี้
- จดวัน ที่เริ่มมีอาการ ระบุข้างที่ผิดปกติ และสังเกตว่า อาการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
- รวบรวมประวัติผ่าตัด บัตรประจำตัวซิลิโคน ยี่ห้อ รุ่น และขนาด หากมีข้อมูล
- นำผลอัลตราซาวด์ MRI หรือผลตรวจเต้านมเดิม ไปให้แพทย์เปรียบเทียบ
- แจ้งประวัติอุบัติเหตุ การกระแทก หัตถการบริเวณเต้านม และยาที่ใช้อยู่
ระหว่างรอตรวจ ไม่ควรบีบ กด หรือนวดแรงๆ เพื่อทดลองว่า ซิลิโคนรั่ว หรือพยายามทำให้ก้อนยุบ เพราะไม่ช่วยยืนยันสาเหตุ และอาจทำให้เจ็บ หรือบาดเจ็บเพิ่มขึ้น หากอาการรุนแรงขึ้น ควรติดต่อแพทย์อีกครั้ง โดยไม่รอวันนัดเดิม
ตรวจซิลิโคนหน้าอกรั่วอย่างไร อัลตราซาวด์ หรือ MRI
การตรวจเริ่มจากการซักประวัติ และตรวจร่างกาย เพื่อประเมินทั้งถุงซิลิโคน เนื้อเยื่อเต้านม และภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดร่วมกัน จากนั้น แพทย์จะเลือกการตรวจภาพ ตามอาการ ชนิดของอุปกรณ์ และสิ่ง ที่ตรวจพบ
การตรวจ เพื่อประเมินอาการผิดปกติ กับการตรวจติดตาม ในผู้ที่ไม่มีอาการ อาจใช้แนวทางต่างกัน จึงไม่จำเป็นว่า ทุกคนต้องเริ่มด้วย การตรวจชนิดเดียวกัน หรือทำทั้งสอง อย่างเสมอไป
อัลตราซาวด์ ช่วยประเมินอะไรได้บ้าง
อัลตราซาวด์ ใช้คลื่นเสียงในการสร้างภาพ ช่วยประเมินลักษณะถุงซิลิโคน เนื้อเยื่อรอบถุง ก้อน และของเหลว ที่อาจสะสมอยู่ โดยไม่มีรังสีเอกซ์ เป็นหนึ่งในวิธีที่แพทย์ อาจเลือกใช้ เพื่อตรวจติดตาม หรือประเมินความผิดปกติเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม ผลตรวจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงลักษณะความผิดปกติ และความชัดเจนของภาพ หากผลยังไม่แน่ชัด หรือยังมีข้อสงสัย แม้ไม่พบรอยรั่ว จากการตรวจครั้งแรก แพทย์อาจแนะนำ MRI เพิ่มเติม
เมื่อใดแพทย์ อาจแนะนำให้ตรวจ MRI
MRI เป็นการตรวจที่มีบทบาทสำคัญ ในการประเมินความสมบูรณ์ของถุงซิลิโคนเจล รวมถึงการรั่วแบบไม่มีอาการ แพทย์อาจเลือกใช้ เมื่อสงสัย การฉีกขาด มีอาการผิดปกติ หรือผลอัลตราซาวด์ ยังไม่ชัดเจน
การตรวจ MRI เพื่อประเมินถุงซิลิโคนโดยเฉพาะ โดยทั่วไป ใช้เทคนิค ที่ไม่ต้องฉีดสารเพิ่มความชัดของภาพ แต่หากต้องประเมินก้อน หรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อเต้านม ร่วมด้วย แผนการตรวจ อาจแตกต่างออกไป ควรแจ้งทีมตรวจให้ทราบว่า เคยเสริมหน้าอก และกำลังตรวจ ด้วยเหตุผลใด
หากตรวจไม่พบการรั่ว แต่อาการยังคงอยู่ ควรติดตามกับแพทย์ เพื่อหาสาเหตุอื่นต่อ เพราะผลที่บอกว่า ถุงซิลิโคนยังสมบูรณ์ ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความผิดปกติของเต้านม ทุกชนิด
ซิลิโคนหน้าอกรั่ว เกิดจากอะไร เสริมมานานแค่ไหน จึงควรระวัง
ถุงซิลิโคนเสริมหน้าอก ไม่ใช่อุปกรณ์ ที่รับประกันว่า จะอยู่ได้ตลอดชีวิต การฉีกขาดเกิดขึ้นได้ หลังผ่าตัด และโอกาสเกิดปัญหา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อใช้งานนานขึ้น แต่ไม่สามารถบอกปี ที่จะรั่ว ได้แน่นอน สำหรับแต่ละคน
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- การเสื่อมของเปลือกถุง ตามอายุการใช้งาน รวมถึงรอยพับ หรือความล้าของวัสดุ
- แรงกระแทก หรือแรงกดรุนแรง บริเวณหน้าอก
- ความเสียหายจากเครื่องมือ ระหว่างผ่าตัด หรือหัตถการ บริเวณใกล้ถุงซิลิโคน
- พังผืดรัดซิลิโคน ซึ่งอาจสัมพันธ์กับแรง ที่กระทำต่อถุง
บางราย อาจไม่เคยมีอุบัติเหตุ และไม่มีเหตุการณ์ ที่บอกได้ชัดเจนว่า ซิลิโคนเสียหาย เมื่อใด การไม่เคยถูกกระแทก จึงไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของการรั่ว
ครบ 10 ปี ต้องเปลี่ยนซิลิโคนทุกคนไหม
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ตามจำนวนปี เพียงอย่างเดียว และไม่ควรตีความว่า ช่วงก่อนครบ 10 ปี จะไม่มีโอกาสรั่ว การตัดสินใจถอด หรือเปลี่ยน ควรพิจารณาผลตรวจ อาการ สภาพเนื้อเยื่อ และข้อมูลของอุปกรณ์ ที่ใช้อยู่ร่วมกัน
หากเสริมมานาน แต่ไม่เคยตรวจสภาพถุงซิลิโคน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนตรวจติดตาม แม้ยังรู้สึกว่า หน้าอกปกติ ส่วนผู้ที่มีอาการผิดปกติ ควรตรวจตามอาการ โดยไม่ต้องรอให้ครบ ช่วงอายุการใช้งานใดก่อน
หากตรวจพบว่า ซิลิโคนรั่ว ต้องถอด หรือเปลี่ยนใหม่ไหม
เมื่อตรวจยืนยันว่า ถุงซิลิโคนเจลรั่ว แพทย์มักแนะนำ ให้พิจารณาผ่าตัด นำถุงที่เสียหายออก แม้บางรายจะไม่มีอาการ โดยจะประเมินความเหมาะสม และความเสี่ยงของการผ่าตัดเป็นรายบุคคล การรั่วไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินทันที แต่ควรมีแผนดูแล ที่ชัดเจน
ความเร่งด่วน ขึ้นอยู่กับอาการ การอักเสบ การติดเชื้อ ตำแหน่งของเจลที่รั่ว และสุขภาพโดยรวม ไม่ควรตัดสินใจเลื่อนการรักษาเอง เพียงเพราะยังไม่เจ็บ
การนำซิลิโคนที่รั่วออก และการจัดการเนื้อเยื่อรอบถุง
เป้าหมายของการผ่าตัด คือการนำถุงซิลิโคนที่เสียหายออก และจัดการเจลที่รั่ว รวมถึงเนื้อเยื่อผิดปกติ ตามสิ่งที่พบ แพทย์จะประเมินว่า จำเป็นต้องนำพังผืดออกบางส่วน หรือทั้งหมด มากน้อยเพียงใด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย
การเลาะพังผืดทั้งหมด ไม่ใช่ข้อกำหนดเดียวกัน สำหรับทุกคน และไม่ได้หมายความว่า ยิ่งเลาะมาก จะยิ่งเหมาะสมเสมอไป หากเจลกระจายออกนอกพังผืด การจัดการอาจซับซ้อนขึ้น และไม่สามารถรับรองได้ว่า จะนำเจลทุกส่วนออกได้ทั้งหมด
ก่อนผ่าตัด ควรพูดคุยให้เข้าใจประเด็นสำคัญ เช่น
- ผลตรวจบอกว่า เจลยังอยู่ภายในพังผืด หรือออกไปนอกพังผืดแล้ว
- จำเป็นต้องจัดการพังผืด และเนื้อเยื่อส่วนใดบ้าง เพราะเหตุใด
- มีความเสี่ยงอะไรจากการผ่าตัด และต้องพักฟื้นอย่างไร
เปลี่ยนซิลิโคนใหม่ พร้อมกันได้ไหม หรือเลือกถอดอย่างเดียวได้
ผู้รับบริการบางราย สามารถนำถุงที่รั่วออก และใส่ซิลิโคนใหม่ ในการผ่าตัดครั้งเดียวได้ หากสภาพเนื้อเยื่อ และสุขภาพเหมาะสม แต่เมื่อมีการติดเชื้อ หรือมีปัญหาที่ต้องรักษาก่อน แพทย์อาจแนะนำให้เว้นช่วง แล้วประเมินการเสริมใหม่ ภายหลัง
หากไม่ต้องการใส่ซิลิโคนอีก ก็สามารถปรึกษาเรื่องการถอด อย่างเดียวได้ โดยควรทำความเข้าใจว่า รูปทรงหลังถอดขึ้นอยู่กับเนื้อหน้าอกเดิม ขนาดซิลิโคน ความยืดหยุ่นของผิว และความหย่อนคล้อย บางราย อาจพิจารณา การยกกระชับ ร่วมด้วย ตามความเหมาะสม
การเลือกแนวทางรักษา ควรเริ่มจากการแก้ปัญหา ที่ตรวจพบ แล้วจึงพิจารณารูปทรง ที่ต้องการร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นขนาดเดิม หรือเพิ่มขนาดทุกครั้ง
ควรตรวจติดตาม ซิลิโคนอย่างไร แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ
การตรวจติดตาม มีประโยชน์ต่อผู้ที่ไม่มีอาการ เพราะถุงซิลิโคนเจลอาจฉีกขาด โดยที่รูปลักษณ์ และความรู้สึกของหน้าอกยังไม่เปลี่ยน คุณจึงควรทราบว่า เสริมเมื่อใด ใช้อุปกรณ์รุ่นใด และเคยตรวจสภาพถุง ครั้งล่าสุด เมื่อไร
สำหรับถุงซิลิโคนเจล แนวทางขององค์การอาหาร และยาสหรัฐฯ (FDA) แนะนำการตรวจในผู้ที่ไม่มีอาการ ดังนี้
- เริ่มตรวจอัลตราซาวด์ หรือ MRI เพื่อประเมินถุงซิลิโคน ที่ประมาณ 5–6 ปีหลังผ่าตัด
- ตรวจติดตามซ้ำทุก 2–3 ปี หลังจากนั้น แม้ผลตรวจครั้ง ก่อนจะไม่พบการรั่ว
- หากมีอาการผิดปกติ ระหว่างช่วงนัด ควรพบแพทย์ ก่อนกำหนด เพื่อเลือกการตรวจ ที่เหมาะสม
ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นแนวทาง สำหรับถุงซิลิโคนเจล ไม่ใช่ตารางเดียว ที่ใช้กับอุปกรณ์ทุกชนิด แพทย์อาจปรับแผนตามอาการ ผลตรวจ ประวัติผ่าตัด และคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ แต่ละรุ่น
ตรวจสภาพซิลิโคน กับตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เป็นเรื่องเดียวกันไหม
การตรวจทั้งสองอย่าง มีเป้าหมายต่างกัน การตรวจสภาพถุงซิลิโคน เน้นหาความเสียหายของอุปกรณ์ ส่วนการคัดกรองมะเร็งเต้านม เน้นค้นหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อเต้านม ตามอายุ และระดับความเสี่ยง
แม้อาจมีการใช้เครื่องมือบางชนิดร่วมกัน แต่เทคนิค และแผนการตรวจ อาจไม่เหมือนกัน ผลที่ระบุว่าไม่พบซิลิโคนรั่ว จึงไม่ได้ใช้แทนผลคัดกรองมะเร็งเต้านม และการตรวจเต้านมทั่วไป ก็ไม่ได้รับรองว่า ได้ประเมินถุงซิลิโคน อย่างครบถ้วนแล้ว
ควรแจ้งแพทย์ และเจ้าหน้าที่ตรวจทุกครั้งว่า เคยเสริมหน้าอก พร้อมนำข้อมูลอุปกรณ์ และผลตรวจเดิมไปด้วย หากพบความเปลี่ยนแปลงใหม่ ควรเข้ารับการประเมิน แม้ยังไม่ถึงกำหนดนัด เพื่อให้ทราบสาเหตุ และวางแผนดูแล ได้ตรงกับปัญหา ที่เกิดขึ้น
