ผู้ที่เสริมหน้าอกแล้ว สามารถตั้งครรภ์ ได้ตามปกติ โดยซิลิโคนเสริมหน้าอก ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง ที่เกี่ยวข้องกับมดลูก หรือระบบสืบพันธุ์โดยตรง และข้อมูล ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่า ซิลิโคนเสริมหน้าอก ส่งผลเสียต่อภาวะเจริญพันธุ์ หรือการตั้งครรภ์ โดยตรง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจเปลี่ยนหลังตั้งครรภ์ คือ หน้าอก มากกว่าตัวซิลิโคน เพราะระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ต่อมน้ำนม ปริมาณไขมัน น้ำหนักตัว และความยืดหยุ่นของผิว ทำให้หน้าอกที่เคยเสริมไว้ อาจใหญ่ขึ้น ตึงขึ้น หรือมีรูปทรงต่างจากก่อนตั้งครรภ์ และหลังคลอด หน้าอกของแต่ละคน อาจกลับมาใกล้เคียงเดิม หรือมีความหย่อน และรูปทรงเปลี่ยนไปได้แตกต่างกัน
ดังนั้น หากเสริมหน้าอกมาแล้ว และกำลังวางแผนมีบุตร หรือพบว่า ตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องถอด หรือเปลี่ยนซิลิโคน ทันที แต่ควรทำความเข้าใจว่า หน้าอกจะเปลี่ยนอย่างไร ในแต่ละช่วง และสังเกตความผิดปกติ ที่ควรได้รับการประเมิน เพิ่มเติม
เสริมหน้าอกแล้วตั้งครรภ์ได้ไหม ซิลิโคน มีผลต่อการตั้งครรภ์ หรือไม่
การเสริมหน้าอก ไม่ได้ทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ เพราะซิลิโคนถูกวางอยู่บริเวณหน้าอก โดยอาจอยู่ใต้เนื้อเต้านม หรือใต้กล้ามเนื้อหน้าอก ตามเทคนิคที่ใช้ ไม่ได้อยู่ในระบบสืบพันธุ์ หรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตกไข่ การปฏิสนธิ และการเจริญเติบโตของทารก ในครรภ์
ข้อมูลด้านความปลอดภัย ของซิลิโคนเสริมหน้าอก ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ซิลิโคนเจลที่ใช้เสริมหน้าอก ทำให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ หรือภาวะเจริญพันธุ์โดยตรง รวมถึงยังไม่มีข้อมูลที่แสดงว่า การมีซิลิโคนเสริมหน้าอก ทำให้ความเสี่ยงต่อความผิดปกติ แต่กำเนิด ของทารก เพิ่มขึ้น โดยตรง
ถ้าเสริมหน้าอกแล้วตั้งครรภ์ จึงไม่จำเป็นต้องสรุปว่า ซิลิโคนจะเป็นอันตราย หรือจำเป็นต้องถอดออกเพียง เพราะตั้งครรภ์
สิ่งที่ควรทำ คือ แจ้งแพทย์ที่ดูแลการตั้งครรภ์ ว่ามีประวัติเสริมหน้าอก รวมถึงข้อมูลที่ทราบ เช่น
- เสริมหน้าอกมานาน ประมาณกี่ปี
- ซิลิโคนอยู่เหนือ หรือใต้กล้ามเนื้อ หากทราบ
- ตำแหน่งแผลผ่าตัด อยู่บริเวณใด
- เคยมีปัญหาเรื่องพังผืด ซิลิโคนเคลื่อน หรือเคยแก้หน้าอก หรือไม่
- ก่อนตั้งครรภ์ มีอาการเจ็บ แข็ง หรือรูปร่างหน้าอกผิดปกติ อยู่แล้ว หรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ ช่วยแยกการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติในช่วงตั้งครรภ์ ออกจากความผิดปกติ ที่อาจเกี่ยวข้องกับซิลิโคน ได้ง่ายขึ้น
เมื่อตั้งครรภ์ หน้าอกที่เสริมไว้ จะเปลี่ยนอย่างไร
แม้ขนาดของซิลิโคน จะไม่ได้เปลี่ยน ตามการตั้งครรภ์ แต่เนื้อเยื่อที่อยู่รอบซิลิโคน สามารถเปลี่ยนได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากร่างกาย กำลังเตรียมพร้อม สำหรับการให้นมบุตร รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก และฮอร์โมน ตลอดการตั้งครรภ์
หน้าอกอาจใหญ่ และตึงขึ้น
ระหว่างตั้งครรภ์ ต่อมน้ำนม และเนื้อเยื่อบริเวณหน้าอก มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้หน้าอก อาจมีขนาดใหญ่ขึ้น รู้สึกตึง หรือไวต่อการสัมผัสมากกว่าเดิม
สำหรับผู้ที่มีซิลิโคนอยู่แล้ว ภาพที่มองเห็น จึงเกิดจาก ทั้งขนาดของซิลิโคนเดิม และเนื้อหน้าอก ที่เพิ่มขึ้นรอบซิลิโคน ทำให้บางช่วงรู้สึกว่า หน้าอกใหญ่กว่าตอนหลังเสริมใหม่ๆ อย่างชัดเจน
ผิวหนังรอบหน้าอก อาจยืดมากขึ้น
เมื่อปริมาตรหน้าอกเพิ่มขึ้น ผิวหนังต้องขยายตาม หากหน้าอกเปลี่ยนขนาดมาก หรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ค่อนข้างมาก ผิวอาจเกิดการยืดตัว และในบางคน อาจพบรอยแตกลาย บริเวณหน้าอกได้
หลังคลอด เมื่อปริมาตรของต่อมน้ำนม และหน้าอกลดลง ผิวที่เคยยืดออก อาจหดกลับได้ไม่เท่ากัน ในแต่ละคน จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หน้าอก ดูหย่อน หรือทรงต่างจาก ก่อนตั้งครรภ์
ซิลิโคนไม่ได้ขยายตาม ขนาดหน้าอก
จุดนี้ เป็นสิ่งที่ควรแยกให้ออก ซิลิโคนไม่ได้พองใหญ่ขึ้น เพราะฮอร์โมนตั้งครรภ์ แต่เป็นเนื้อเยื่อ และต่อมน้ำนมรอบๆ ที่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น ผู้ที่ใช้ซิลิโคนขนาดเดียวกัน อาจมีการเปลี่ยนของหน้าอก หลังตั้งครรภ์ ไม่เท่ากัน เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น
- ปริมาณเนื้อหน้าอกเดิม
- ความยืดหยุ่นของผิว
- ขนาดของซิลิโคน
- น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ระหว่างตั้งครรภ์
- จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์
- อายุ และคุณภาพผิว
- การเปลี่ยนแปลงของหน้าอก หลังให้นมบุตร
จึงไม่สามารถใช้ผลลัพธ์ ของบุคคลอื่น มาคาดการณ์ได้ว่า หน้าอกของตัวเอง จะเปลี่ยนเหมือนกัน
ตั้งครรภ์แล้ว ซิลิโคนจะแตก เคลื่อน หรือเสียรูปไหม
การตั้งครรภ์ ไม่ได้หมายความว่า ซิลิโคนจะต้องแตก หรือเคลื่อนโดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่เปลี่ยนอย่างเด่นชัด ในระหว่างตั้งครรภ์ คือ เนื้อเยื่อ และผิวหนังบริเวณหน้าอก
อย่างไรก็ตาม ซิลิโคนเสริมหน้าอก เป็นอุปกรณ์ที่ควรได้รับการติดตาม ในระยะยาวอยู่แล้ว และสามารถเกิดการฉีกขาด หรือภาวะแทรกซ้อนได้ ไม่ว่าจะเคยตั้งครรภ์ หรือไม่ โดยความเป็นไปได้ ของการเกิดปัญหา อาจเพิ่มขึ้น เมื่อซิลิโคนอยู่ในร่างกาย เป็นเวลานาน
สิ่งสำคัญ จึงไม่ใช่การกังวลทุกครั้ง ที่หน้าอกเปลี่ยน ระหว่างตั้งครรภ์ แต่คือ การแยกว่าอะไร เป็นการเปลี่ยน ตามธรรมชาติ และอะไร เป็นความผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลง ที่สามารถพบได้ ในช่วงตั้งครรภ์ เช่น
- หน้าอกใหญ่ขึ้น ทั้งสองข้าง
- รู้สึกตึงบริเวณหน้าอก
- หัวนมไวต่อความรู้สึกมากขึ้น
- ปานนมมีสีเข้มขึ้น
- ขนาด และรูปทรงหน้าอก เปลี่ยนไป ตามช่วงของการตั้งครรภ์
แต่หากพบการเปลี่ยนแปลง ที่ผิดจากปกติ โดยเฉพาะเกิดขึ้นข้างเดียว หรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น
- หน้าอกข้างหนึ่ง เปลี่ยนรูปอย่างชัดเจน
- มีอาการบวมผิดปกติ หรือบวมเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
- เจ็บบริเวณหน้าอกมาก โดยไม่ทราบสาเหตุ
- คลำพบก้อนแข็ง ที่ไม่เคยมีมาก่อน
- หน้าอกแข็งผิดปกติ
- รูปร่าง หรือขนาดของหน้าอก เปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ควรให้แพทย์ประเมิน เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรสรุป ด้วยตัวเองว่า เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือเกิดจากซิลิโคน เพราะอาการบางอย่าง สามารถพบได้จากหลายสาเหตุ และซิลิโคนบางกรณี อาจเกิดการฉีกขาด โดยไม่มีอาการที่สังเกตได้ จากภายนอก อย่างชัดเจน
หลังคลอด หน้าอกที่เสริมไว้ จะกลับมาเหมือนเดิมไหม
หลังคลอด หน้าอกอาจกลับมาใกล้เคียงเดิม แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่า จะกลับมาเหมือนก่อนตั้งครรภ์ ทั้งหมด
ช่วงหลังคลอด และหลังการให้นม หน้าอกจะค่อยๆ เปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อต่อมน้ำนมลดขนาดลง และน้ำหนักตัวเปลี่ยน ปริมาตรของเนื้อหน้าอก ที่เคยเพิ่มขึ้น ในช่วงตั้งครรภ์ อาจลดลง แต่ผิวหนังที่ถูกยืดออก อาจไม่ได้หดกลับในสัดส่วนเดียวกัน
ผลลัพธ์หลังคลอด จึงสามารถแตกต่างกันได้ หลายแบบ เช่น
- หน้าอกกลับมาใกล้เคียง ก่อนตั้งครรภ์
- เนื้อหน้าอกด้านบน ลดลง
- ผิวบริเวณหน้าอกหย่อนมากขึ้น
- เนินอก ดูไม่เต็มเหมือนเดิม
- หัวนม หรือลานนม อยู่ต่ำลง
- หน้าอกสองข้าง เปลี่ยนแปลง ไม่เท่ากัน
บางคนอาจพบว่า หน้าอกกลับมาใกล้เคียง ก่อนตั้งครรภ์มาก จนแทบไม่รู้สึกว่า ทรงเปลี่ยน ในขณะที่บางคน อาจพบว่า เนื้อหน้าอกด้านบน ลดลง ผิวหย่อนมากขึ้น หัวนมอยู่ต่ำลง หรือเนื้อหน้าอก ตกลงจากตำแหน่งเดิม แม้ว่าซิลิโคน จะยังอยู่ในตำแหน่ง ที่เหมาะสม
อีกกรณีหนึ่ง คือ หน้าอกสองข้าง อาจเปลี่ยนไม่เท่ากัน เช่น
- ข้างหนึ่ง มีเนื้อหน้าอกลดลง มากกว่าอีกข้าง
- ระดับราวนม หรือหัวนม เปลี่ยนไม่เท่ากัน
- ความหย่อนของผิว แต่ละข้าง แตกต่างกัน
- เนื้อหน้าอกบางลง จนมองเห็น หรือสัมผัสขอบซิลิโคน ได้ชัดขึ้น
ดังนั้น คำว่า หน้าอกเสียทรงหลังมีลูก ไม่ได้หมายความว่า ซิลิโคนเสียเสมอไป เพราะหลายกรณี เป็นการเปลี่ยนของเนื้อเยื่อ และผิวหนัง ที่อยู่รอบซิลิโคน
หากหลังคลอดรู้สึกว่า ทรงหน้าอกเปลี่ยน ควรรอให้ร่างกาย และหน้าอกเข้าสู่ภาวะคงที่ก่อน แล้วจึงประเมินว่า จำเป็นต้องทำอะไร เพิ่มเติม หรือไม่
เสริมหน้าอกแล้ว สามารถให้นมลูก ได้ หรือไม่
ผู้ที่เคยเสริมหน้าอก จำนวนมาก ยังสามารถให้นมบุตรได้ แต่ความสามารถ ในการผลิตน้ำนม ไม่เหมือนกันในทุกคน เพราะการให้นม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี หรือไม่มีซิลิโคน เพียงอย่างเดียว
การผ่าตัดหน้าอก อาจมีผลต่อเส้นประสาท เนื้อเยื่อต่อมน้ำนม หรือท่อน้ำนมแตกต่างกัน ตามตำแหน่งแผล และเทคนิคที่ใช้ บางราย สามารถให้นมได้ตามปกติ ขณะที่บางราย อาจมีปริมาณน้ำนมน้อยกว่า ที่ต้องการ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง มีทั้ง
ตำแหน่งของซิลิโคน
ซิลิโคน สามารถวางได้หลายตำแหน่ง เช่น เหนือกล้ามเนื้อ ใต้กล้ามเนื้อ หรือวาง ด้วยเทคนิค ที่แตกต่างกันตามสรีระ ตำแหน่งที่ใช้ จึงเป็นหนึ่งในข้อมูล ที่ควรนำมาประกอบการประเมิน เรื่องการให้นม ในอนาคต
ตำแหน่งของแผลผ่าตัด
แผลผ่าตัดแต่ละตำแหน่ง มีความสัมพันธ์กับเนื้อเยื่อ เส้นประสาท และท่อน้ำนมแตกต่างกัน โดยเฉพาะการผ่าตัดบริเวณรอบปานนม จึงควรแจ้งประวัติการผ่าตัด ให้ผู้ดูแล ด้านการให้นมทราบ
สภาพเนื้อหน้าอกเดิม
ปริมาณต่อมน้ำนม และความสามารถ ในการผลิตน้ำนม ของแต่ละคน แตกต่างกันอยู่แล้ว แม้ในผู้ที่ไม่เคยผ่าตัดหน้าอก มาก่อน
ดังนั้น การมีซิลิโคน ไม่ได้เท่ากับให้นมไม่ได้ และในทางกลับกัน ก็ไม่ควรรับประกันว่า ผู้ที่เสริมหน้าอกทุกคน จะมีปริมาณน้ำนม เพียงพอ เหมือนกันทั้งหมด
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ และตั้งใจ ให้นมบุตร ควรแจ้งประวัติการเสริมหน้าอกไว้ ตั้งแต่ช่วงก่อนคลอด เพื่อให้สามารถติดตามการให้นม และการเจริญเติบโตของทารกหลังคลอด ได้อย่างเหมาะสม
ถ้าหน้าอกเปลี่ยนหลังตั้งครรภ์ จำเป็นต้องแก้หน้าอก หรือไม่
ไม่จำเป็นต้องแก้หน้าอกทุกคน หลังตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์ เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเปลี่ยนซิลิโคน หรือผ่าตัดใหม่
ควรดูจากสภาพหน้าอก หลังร่างกายเข้าสู่ภาวะคงที่ รวมถึงความต้องการของผู้รับบริการ แต่ละราย มากกว่า
หน้าอก ยังอยู่ในทรงที่พอใจ
หากซิลิโคน ยังอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม รูปทรงหน้าอก ยังเป็นที่พอใจ และไม่มีอาการผิดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้หน้าอก เพียงเพราะผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว
เนื้อหน้าอกหย่อน แต่ซิลิโคน ยังไม่มีปัญหา
บางครั้ง ปัญหาหลังตั้งครรภ์ อยู่ที่เนื้อหน้าอก และผิวหนัง ไม่ใช่ซิลิโคน เช่น เนื้อหน้าอกตกลงต่ำ หัวนมอยู่ต่ำลง หรือมีผิวหนังส่วนเกิน
กรณีนี้ ต้องประเมินระดับความหย่อนก่อน เพราะการเปลี่ยนซิลิโคนให้ใหญ่ขึ้น เพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด หากต้นเหตุหลัก มาจากผิว และเนื้อหน้าอก ที่ยืดออก
ต้องการเปลี่ยนขนาด หรือรูปทรงหน้าอกใหม่
หลังมีบุตร ความต้องการเรื่องขนาดหน้าอก อาจเปลี่ยนไป เช่น เดิมชอบหน้าอกขนาดใหญ่ แต่หลังตั้งครรภ์พบว่า มีเนื้อหน้าอกเพิ่มขึ้น หรือในทางกลับกัน หลังคลอดเนื้อหน้าอกลดลง จนรู้สึกว่า เนินอก ไม่เต็มเหมือนเดิม
แพทย์จึงต้องประเมิน ทั้งซิลิโคนเดิม เนื้อหน้าอก ผิวหนัง ตำแหน่งหัวนม และความต้องการใหม่ร่วมกัน ไม่ควรเลือกเพียงขนาดซิลิโคน จากตัวเลข cc อย่างเดียว
ส่วนกรณี ที่ตรวจพบปัญหาของซิลิโคนจริง เช่น ซิลิโคนฉีกขาด ซิลิโคนเคลื่อนผิดตำแหน่ง หรือพังผืดรัดซิลิโคน ควรประเมิน และวางแผนแก้ ตามปัญหานั้น โดยตรง
หลังคลอด ควรรอนานแค่ไหน ก่อนประเมิน หรือแก้หน้าอกใหม่
ช่วงหลังคลอดทันที ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะ สำหรับตัดสินรูปทรงหน้าอก ในระยะยาว เพราะร่างกาย ยังมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน น้ำหนัก ต่อมน้ำนม และปริมาตรของหน้าอกต่อเนื่อง
แทนที่จะยึดเพียงว่า ต้องรอกี่เดือน ควรดูว่า ร่างกาย ผ่านแต่ละช่วงไปแล้ว หรือยัง
1. ช่วงตั้งครรภ์
หน้าอกยังขยาย และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่ใช่รูปทรงสุดท้าย ที่ควรนำมาใช้ประเมินว่า จำเป็นต้องแก้หน้าอก หรือไม่
2. ช่วงหลังคลอด
ขนาดหน้าอก ยังสามารถเปลี่ยนจากฮอร์โมน การสร้างน้ำนม และการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก จึงอาจยังไม่เห็นรูปทรง ที่คงที่
3. ช่วงให้นมบุตร
ปริมาตรหน้าอก สามารถเปลี่ยนตามปริมาณน้ำนม และความถี่ในการให้นม จึงยังประเมินความหย่อน หรือขนาดหน้าอกสุดท้ายได้ ไม่แม่นยำ
4. หลังหยุดให้นม และน้ำหนักเริ่มคงที่
เมื่อปริมาตรหน้าอก ไม่เปลี่ยนมากแล้ว จึงสามารถเห็นได้ชัดขึ้นว่า เนื้อหน้าอกเหลือเท่าใด มีความหย่อนระดับไหน และซิลิโคนเดิม ยังเหมาะกับสัดส่วน หรือไม่
ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสม ของแต่ละคน จึงอาจแตกต่างกัน ไม่ควรรีบวางแผนแก้หน้าอก จากรูปร่างในช่วงที่หน้าอก ยังเปลี่ยนอยู่
หากไม่มีอาการผิดปกติ การรอให้รูปทรง และน้ำหนักเข้าสู่ภาวะคงที่ จะช่วยให้สามารถประเมินรูปทรงหน้าอก ได้ชัดเจนขึ้น แต่หากมีอาการเจ็บ บวม มีก้อนผิดปกติ หน้าอกแข็ง หรือสงสัยว่า ซิลิโคนมีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอ จนถึงช่วงดังกล่าว ควรเข้ารับการประเมิน เมื่อพบความผิดปกติ
ถ้ายังไม่ได้เสริมหน้าอก แต่มีแผนตั้งครรภ์ ควรเสริมก่อน หรือหลังมีลูก
ไม่มีคำตอบเดียว ที่เหมาะกับทุกคน เพราะต้องดูว่า มีแผนตั้งครรภ์ เมื่อใด และยอมรับการเปลี่ยนแปลงของหน้าอก หลังตั้งครรภ์ ได้มากน้อย เพียงใด
หากยังไม่มีแผนมีบุตร ในอนาคตอันใกล้ การเสริมหน้าอกก่อนตั้งครรภ์ สามารถพิจารณาได้ แต่ควรเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า การตั้งครรภ์ในอนาคต สามารถทำให้เนื้อหน้าอก และผิวเปลี่ยน แม้ว่าตัวซิลิโคน ยังไม่มีปัญหา
ในทางกลับกัน หากกำลังวางแผนตั้งครรภ์ ในระยะใกล้ การรอจนผ่านช่วงตั้งครรภ์ และให้นมก่อน ก็เป็นอีกทางเลือก เพราะเมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะคงที่แล้ว จะสามารถประเมินขนาด เนื้อหน้าอก ความหย่อน และสัดส่วนได้ชัดเจนขึ้น
ก่อนตัดสินใจ ควรพิจารณา 3 เรื่องหลัก
- มีแผนตั้งครรภ์เร็วแค่ไหน
- ต้องการให้นมบุตร ในอนาคต หรือไม่
- ยอมรับได้ หรือไม่ หากรูปทรงหน้าอกเปลี่ยน หลังตั้งครรภ์ และอาจต้องประเมินใหม่ ในอนาคต
โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนให้นมบุตร ควรแจ้งเรื่องนี้ ตั้งแต่ก่อนเสริมหน้าอก เพื่อให้แพทย์ นำมาประกอบการพิจารณา ตำแหน่งแผล ตำแหน่งซิลิโคน และเทคนิคการผ่าตัด ที่เหมาะสม
ก่อน และระหว่างตั้งครรภ์ ควรดูแลหน้าอก ที่เสริมไว้ อย่างไร
การดูแลหน้าอก ที่มีซิลิโคนระหว่างตั้งครรภ์ โดยทั่วไป ไม่ได้ซับซ้อนกว่าปกติมาก สิ่งสำคัญ คือ การรู้ประวัติของซิลิโคนตัวเอง และสังเกตความเปลี่ยนแปลง อย่างเหมาะสม
1. แจ้งประวัติการเสริมหน้าอก
เมื่อเริ่มฝากครรภ์ ควรแจ้งว่า มีซิลิโคนเสริมหน้าอก รวมถึงประวัติการผ่าตัด หรือการแก้หน้าอกที่ผ่านมา เพื่อให้แพทย์ มีข้อมูลประกอบการดูแล
2. เลือกบราที่รองรับหน้าอก ได้เหมาะสม
เมื่อหน้าอกขยายขึ้น บราตัวเดิมอาจแน่น หรือรองรับน้ำหนักได้ ไม่เพียงพอ การเลือกขนาดให้เหมาะกับหน้าอก ในแต่ละช่วง ช่วยลดความอึดอัด และแรงกด ที่ไม่จำเป็น
3. ไม่จำเป็นต้องนวดหน้าอกเพิ่ม เพราะตั้งครรภ์
ไม่ควรเริ่มนวด กด หรือบีบหน้าอกอย่างรุนแรง ด้วยตัวเอง เพียงเพราะกังวลว่า ซิลิโคนจะเคลื่อน หากมีคำแนะนำเฉพาะ เกี่ยวกับซิลิโคนเดิม ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ที่ดูแล
4. สังเกตหน้าอก ทั้งสองข้าง เทียบกัน
การที่หน้าอก ทั้งสองข้างใหญ่ขึ้น สามารถเป็นการเปลี่ยน ตามการตั้งครรภ์ได้ แต่หากข้างหนึ่งเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว บวมมาก แข็งผิดปกติ หรือเจ็บมากกว่าปกติ ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ
5. ติดตามซิลิโคน ในระยะยาว
ซิลิโคนเสริมหน้าอก ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ควรละเลย การติดตาม ไปตลอดชีวิต หากใช้งานมาหลายปี หรือถึงช่วงที่ควรตรวจประเมิน ตามชนิดของซิลิโคน ควรปรึกษาแพทย์ว่า ควรติดตามด้วยวิธีใด โดยเฉพาะหากมีอาการ หรือรูปร่างหน้าอก เปลี่ยนผิดปกติ
ซิลิโคนเจล บางกรณี สามารถเกิดการฉีกขาด โดยไม่มีอาการชัดเจนจากภายนอก การตรวจด้วย Ultrasound หรือ MRI จึงอาจถูกนำมาใช้ เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของซิลิโคน ตามความเหมาะสมของแต่ละราย
การตั้งครรภ์ จึงไม่ได้หมายความว่า ต้องกังวลกับซิลิโคนตลอดเวลา แต่ควรรู้ว่า การเปลี่ยนแบบใด สามารถเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และการเปลี่ยนแบบใด ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม
สรุป เสริมหน้าอกแล้วตั้งครรภ์ได้ แต่รูปทรงหน้าอก อาจเปลี่ยน
เสริมหน้าอกแล้วตั้งครรภ์ได้ โดยการมีซิลิโคน ไม่ได้ขัดขวางการตั้งครรภ์ และข้อมูล ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานว่า ซิลิโคนเสริมหน้าอก ส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์โดยตรง สิ่งที่มักเปลี่ยนชัดเจนกว่า คือ เนื้อหน้าอก ผิวหนัง และต่อมน้ำนม ที่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้หน้าอกอาจใหญ่ขึ้น ตึงขึ้น และหลังคลอด อาจกลับมาใกล้เคียงเดิม หรือเกิดความหย่อน และรูปทรงเปลี่ยนได้ แตกต่างกัน ในแต่ละคน
หากหลังคลอด ยังพอใจกับรูปทรง และซิลิโคน ไม่มีความผิดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้หน้าอก เพียงเพราะผ่านการตั้งครรภ์ แต่หากพบความผิดปกติ หรือรูปทรงเปลี่ยน จนต้องการปรับแก้ ควรรอให้หน้าอก และร่างกาย เข้าสู่ภาวะคงที่ก่อน แล้วจึงประเมินแนวทาง ที่เหมาะกับสภาพหน้าอกจริง ของแต่ละคน

